ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ องค์การบริหารส่วนตำบลนบพิตำ
   
 
   
 
          ตามตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ครั้งเมื่อพระยาจันทรภานุเป็นเจ้าเมืองนคร เกิดไข้ห่าลงผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก บางส่วนหนีออกไปอาศัยตามป่าเขา พระยาจันทรภานุและครอบครัวอพยพผู้คนหนีไข้ห่าแต่ต่างต้องจบชีวิตหมด เมืองนครจึงเป็นเมืองร้างมาเป็นเวลานาน ต่อมาพระพนมวัง (บุตรพระพนมทะเล เจ้ากรุงเพชรบุรี) นางสะเดียงทองและเจ้าศรีราชาบุตรชายได้รับโปรดเกล้าให้ออกมาสร้างนครดอนพระ (เมืองนครศรีธรรมราช) ที่ร้างเป็นป่าลง เมื่อพระพนมวังถึงแก่กรรมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงศรีอยุธยาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าศรีราชาเป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราชและทรงเร่งให้ตั้งบ้านเรือนให้แล้วเสร็จ สร้างป่าเป็นนาทุกตำบล เจ้าพระยานครศรีธรรมราชให้ผู้คนออกหักป่าเป็นนา ขุดดอนทำนา และในครั้งนั้นได้ให้นายไส และนายแก้ว (หลานนางสะเดียงทอง) นำผู้คนมาตั้งบ้านอยู่ที่กรุงชิง บริเวณที่นายไสและนางแก้วมาหักป่าเป็นนาน่าจะเป็นพื้นที่อ่าวกรุงชิงด้วยเป็นที่ราบระหว่างภูเขา มีคลองกลายเป็นสายน้ำใหญ่และคลองจากน้ำตกหลายสาย ประกอบกับเรามีความรู้เรื่องการทดน้ำและการชลประทานเป็นอย่างดีจากอารยธรรมด้านการเกษตรกรรมจากอินเดีย จึงคงจะสร้างทำนบกักเก็บน้ำในพื้นที่ต่ำ (ทำนบที่ต่ำ) การเรียกชื่อทำนบอาจไม่มีมักเรียกตามสภาพของสถานที่ คือ ทำนบที่ต่ำแล้วต่อมากร่อนและเพี้ยนเสียงเป็น “นบพิตำ” ความหมายและที่มาของชื่อตำบลนบพิตำ ตามคติชาวบ้าน จากหนังสือวารสารนครศรีธรรมราช ปีที่ 25 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2538 นายลับ รักษ์สุวรรณและนายเพชร แก้วมี กล่าวว่าประมาณ 150 – 200 ปี ชาวฉวางประมาณ 5 ครอบครัว อพยพหนีไข้และค่าหัว 4 บาท เข้ามายู่ในบริเวณกรุงชิงเป็นกลุ่มแรก มีผู้อาวุโสซึ่งเป็นที่นับถือของทุกคน ชื่อว่า นายตำ บุคคลทั่วไปต่างก็เรียกว่า “พี่ตำ” ถ้าใครไปแถวนั้นก็จะถามหาบ้านของพี่ตำเสมอ แม้ท่านจะเสียชีวิตไปแล้ว ทุกคนจะเรียกว่า บ้านพี่ตำ ต่อมากร่อนเสียงและเพี้ยนเสียงเป็น บ้านพิตำ พื้นที่บริเวณใกล้เคียงบ้านพิตำคือบ้านนบเช่นบ้านพี่เรือนน้อง ผู้คนเดินทางมาตามลำน้ำกลายผ่านเขาเคี่ยมเข้าปากกลายก็จะถึงบ้านนบและบ้านพิตำ จึงเรียกร่วมกันว่า ไปบ้านนบพิตำหรือนบพิตำ หมายถึงละแวกบ้านนบและบ้านพิตำ อีกนัยหนึ่ง พื้นที่ของนบพิตำมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธ์ธัญญาหาร แร่ธาตุป่าไม้ และมีเนื้อที่กว้างใหญ่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ มีน้ำตกและธรรมชาติสวยงาม ชุมชนที่มีชื่อเสียงโดดเด่นและเป็นที่รู้จักกันโดยทั่ว คือ บ้านนบและบ้านพิตำและเมื่อตั้งชื่อเรียกตำบลจึงใช้ชื่อบ้านทั้งสองเป็นชื่อหมู่บ้านและตำบล ตำบลนบพิตำในอดีตเป็นชุมชนโบราณที่มีการกล่าวถึงในตำนานเมืองนครและมีหลักฐานโบราณคดีที่ค้นพบหลายชิ้น มีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่แสดงให้เห็นในเรื่องของศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ ศาสนาขงจื๊อ และความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่และศิลปวัฒนธรรม บอกให้รู้ว่าผู้คนล้วนเป็นชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธและมีบางส่วนเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ส่วนชาวไทยมุสลิมไม่มีปรากฏ อนึ่งช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง บริษัท ยิบอินซอย ได้รับสัมปทานการทำเหมืองแร่ดีบุก ในตำบลนบพิตำต่อจาก บริษัทฝรั่งชนชาติยุโรปโดยตั้งกงสีที่บ้านโรงเหล็ก มีคนงานและลูกจ้างเป็นคนจีนซึ่งใช้ภาษาจีนล้วนในการติดต่อสื่อสารและเมื่อหมดสัมปทานคนจีนเหล่านั้นก็กลับเกือบหมด ต่อมานายเยื้อน พัวบัณฑิตกุล คหบดีชาวท่าศาลาได้รับสัมปทานการทำเหมืองแร่ต่อ ยังมีคนจีนประปรายแต่ใช้ทั้งภาษาไทยและภาษาจีนในการติดต่อสื่อสาร
          ปัจจุบัน ตำบลนบพิตำเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมีดินดีน้ำอุดมและธรรมชาติที่งดงาม แหล่งน้ำที่เป็นทั้งอำนวยการเกษตรแล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่งดงามอีกด้วย จึงดึงดูดให้คนในท้องถิ่นอื่นมาจับจองชื้อสร้างที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและประกอบอาชีพ